เทศน์พระ

ปัดฝุ่น

๑o ธ.ค. ๒๕๕๘

 

ปัดฝุ่น
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์พระ วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งสตินะ ตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจฟังธรรมเพื่อบ่มเพาะหัวใจของเรา หัวใจของเราเนี่ยเราบ่มเพาะของเราเพื่อให้มีสัจธรรมไง เพราะหัวใจดวงนี้เห็นไหมเวลาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ผลของวัฏฏะ เวลาเราจะมาเกิดเราไม่รู้ พ่อแม่นี่เลี้ยงดูมา เลี้ยงดูมาเห็นไหม เรามีศรัทธาความเชื่อขึ้นมา เราไปขอบวชกับอุปัชฌาย์ นี่เปล่งวาจานะ ญัตติจตุตถกรรมให้มาเป็นพระขึ้นมา

เวลาเป็นพระขึ้นมาเห็นไหม เราเป็นพระขึ้นมา เราบวชมาแล้วนี่เราหวังพ้นจากทุกข์ หวังพ้นจากทุกข์ เวลาทางของโลกเห็นไหม ทางโลกทางคับแคบ เพราะเขาทำหน้าที่การงานของเขา ทางคับแคบ เขาจะมีเวลาปฏิบัติน้อย ทางของพระเป็นทางที่กว้างขวาง ทางที่กว้างขวาง ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงนะ หนทางที่กว้างใหญ่ให้เราแหวกว่ายไป ให้เราพยายามเอาตัวเราพ้นจากทุกข์ นี่หนทางของภิกษุ หนทางของสมณะกว้างขวาง

แล้วกว้างขวางนี่เห็นไหม เรามีศรัทธามีความเชื่อของเรา เราบวชมาแล้วเพื่อความพ้นจากทุกข์ ถ้าพ้นจากทุกข์ เวลาสดชื่นเห็นไหม เวลาบวชมาแล้วนี่มีแรงปรารถนา นี่มีศรัทธามีความเชื่อของเรา เรากระทำของเรา แต่เวลาเรากระทำของเรา นักรบ บวชพระมาบวชพระมาเพื่ออะไร บวชพระมาเพื่อจะรบกับกิเลสไง ทางโลกเขามีหน้าที่การงานเขาก็ทำหน้าที่การงานเขาเพื่อเลี้ยงชีพของเขา เพื่อชาติเพื่อตระกูลของเขา

เวลาเราบวชเป็นพระขึ้นมาเห็นไหม ศากยบุตรพุทธชิโนรส เราเป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดาของเรา เราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส หน้าที่การงานของเรา เราจะรบกับกิเลสไง เราบวชมาเราบวชมาเพื่อจะรบกับกิเลส ถ้าเราจะรบกับกิเลสเราต้องมีสติมีปัญญา มีสติมีปัญญา มีสติมีปัญญาเพื่ออะไร มีสติปัญญาเข้าไปเพื่อจะค้นคว้าค้นหากิเลสไง

กิเลสมันอยู่ในหัวใจของเรา กิเลสของคนอื่นเห็นไหม ดูสิ มันอยู่ในสังคมอยู่ในหัวใจของใคร มันก็เป็นโทษของตัวใจของเขา กิเลสในหัวใจของเขาจะบีบคั้นหัวใจของเขาจะทำให้เขามีความทุกข์ความยากของเขา เขาจะเพลิดเพลินขนาดไหน เขาจะมีสติปัญญาขนาดไหน เขาก็อยู่ใต้อำนาจของกิเลสของเขา มันเป็นเรื่องของเขา มันไม่ใช่เรื่องของเรา

ถ้าเรื่องของเราไง เรามีศรัทธามีความเชื่อของเราเห็นไหม เรามาบวชเป็นพระ ถ้าบวชเป็นพระนี่ตามธรรมวินัย ถ้ามันบวชแล้วมีอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ของเราเห็นไหม เราต้องถือนิสัย การถือนิสัยนี่เราพึ่งพาอาศัยกัน เวลาเราเกิดมาเห็นไหม พ่อแม่เลี้ยงดูมา ตั้งแต่ไร้เดียงสา พ่อแม่เลี้ยงดูมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย กว่าจะเติบโตขึ้นมาส่งเสียให้มีการศึกษา มีการศึกษาขึ้นมาเพื่อให้เขามีอาชีพของเขา พ่อแม่หวังพึ่งเพื่อจะได้ดูแลต่อเมื่อยามแก่เฒ่า

อุปัชฌาย์อาจารย์เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสด้วยกัน เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งธรรมวินัย ๑๐ พรรษาขึ้นไปเป็นผู้ฉลาด บวชสัทธิวิหาริกได้ แต่ในปัจจุบันนี้เขาต้องขออนุญาต ต้องสอบ ต้องให้ได้อุปัชฌาย์มา ได้อุปัชฌาย์มาเห็นไหม บวชสัทธิวิหาริกขึ้นมาเพื่อเป็นศาสนทายาท การดูแลการรักษากันมันมีข้อวัตรนะระหว่างอาจาริยวัตร อาคันตุกวัตร อาจาริยวัตร วัตรของครูบาอาจารย์ของเรา เราจะดูแลของเรา เราพยายามพัฒนาของเรา เราจะมีการศึกษาของเรา

ถ้าเราศึกษาของเรา อย่างนี้มันเป็นเรื่องของธรรมวินัย เรื่องของสังคม แต่เวลาเราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมานี่เราจะเป็นนักรบ เราจะรบกับกิเลสของเรา กิเลสในหัวใจของอุปัชฌาย์อาจารย์ของเราก็เป็นกิเลสของท่าน ถ้าท่านประพฤติปฏิบัติสมความปรารถนาของท่าน ท่านประพฤติปฏิบัติมีมรรคมีผลในหัวใจของท่านก็เป็นสมบัติของท่าน

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระอานนท์เป็นพระโสดาบันคร่ำครวญร่ำร้องอยากให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังเป็นครูเป็นอาจารย์ เป็นผู้ดูแลต่อไป “อานนท์ เราบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายต้องดับเป็นธรรมดา แม้เราตถาคตก็ต้องตายไปในคืนนี้ เธอไม่ต้องเสียใจไปเลย เพราะเธอได้ทำคุณงามความดีไว้ ถ้ามีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาล ผู้ที่จะอุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาลก็ไม่ได้ทำดีไปกว่าพระอานนท์นี้หรอก พระอานนท์ทำได้สุดความสามารถอย่างนี้แล้ว เธอได้ทำคุณงามความดีของเธอไว้ เรานิพพานไปแล้วอีก ๓ เดือนข้างหน้าเขาจะมีทำสังคายนา เธอจะได้เป็นพระอรหันต์ในวันนั้น เธออย่าเสียใจไปเลย เธออย่าเสียใจไปเลย ให้เธอเข้มงวด ให้เธอเข้มแข็ง ให้เธอพยายามขวนขวายกระทำคุณงามความดีของเธอต่อไป”

นี่พระอานนท์คร่ำครวญ คร่ำครวญอยากให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์ชีพอยู่เพื่อจะให้ฝึกสอนพระอานนท์ต่อไป เพราะพระอานนท์เป็นพระโสดาบันไง เป็นพระโสดาบันยังคร่ำครวญร้องไห้ขนาดนั้น เหมือนกับลูก เวลาพ่อแม่จะตายจากไปเนี่ยลูกมันไม่มีที่พึ่งที่อาศัย ไปเกาะกลอนประตูอยู่คร่ำครวญร้องไห้ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะปรินิพพานแล้ว เราเองเราเป็นพระโสดาบัน เรายังต้องการคนดูแลรักษา ยังต้องการคนสั่งสอนอยู่ เราเป็นคนไร้พ่อไร้แม่ มันมีความทุกข์ยากคร่ำครวญร้องไห้

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “อานนท์ เราบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นต้องดับเป็นธรรมดา เราไม่ได้เอาสมบัติของใครไปเลย เราเอาสมบัติของเราไปเท่านั้น” เอาวิหารธรรมในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมาเป็นศาสดา เป็นพระอรหันต์ ตั้งแต่วันนั้นวิหารธรรมมีความสุข วิมุตติสุขในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตลอดเลย

เพราะอะไร เพราะกิเลสมันตายไปแล้ว ครอบครัวของมัน ลูกของมาร พ่อของมาร เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเยาะเย้ยมาร เรือน ๓ หลัง เรือน ๓ หลังคือความโลภ ความโกรธ ความหลง ยอดของเรือน ๓ หลังคืออวิชชา เราได้หักยอดนั้นแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “เราได้หักยอดของเรือน ๓ หลังนั้นแล้ว ความโลภ ความโกรธ ความหลง เรือน ๓ หลัง แล้วมันรวมยอดเป็นยอดของอวิชชา เราได้หักเรือนยอดของอวิชชาแล้ว”

นี่ไง “มารเอย เธอเกิดจากความดำริของเรา เธอจะเกิดในใจเราไม่ได้อีกเลย” เห็นไหม เราไม่ได้ถึงเจ้า นี่เวลามีความสุขๆ อย่างนั้น ความสุขในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “เราเอาแต่ธรรมของเราไป เราเอาแต่คุณธรรมของเราไป เราไม่ได้เอาธรรมของใครไปเลย”

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราบวชมาแล้วเราจะเป็นนักรบ แล้วไปรบกับใคร จะไปรบกับใคร เห็นไหม ดูสิ กองทัพระหว่างรบกัน เขามีรัฐมีแว่นแคว้นเขาถึงรบราฆ่าฟันกัน เขาแย่งชิงอำนาจกัน เวลาทางนักเลงหัวไม้เขาก็มีแก๊งมีพรรคมีพวก เขาก็รบทัพจับศึกต่อกัน ไอ้เราจะไปรบกับใคร สมณะจะไปรบกับใคร บวชมาเป็นสมณะจะไปรบกับใคร นี่สมณสารูปผู้เสียสละมาแล้วตั้งแต่ฆราวาส สิทธิตามกฎหมายเสียสละมาแล้วจะไปรบกับใคร จะไปมักใหญ่ใฝ่สูง จะไปต่อกรกับใคร ไม่ได้

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาให้บวชเห็นไหม เอหิภิกขุ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบวชให้เอง ถึงไตรสรณาคมน์นี่เวลาบวชขึ้นมา สุดท้ายแล้วญัตติจตุตถกรรม เวลาอุปัชฌาย์จะบวชขึ้นมาให้กรรมฐาน ๕ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นี่ไงให้รื้อค้นให้ค้นหา ถ้ารื้อค้นให้ค้นหา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ให้อยู่รุกฺขมูลเสนาสนํ ให้อยู่รุกขมูลเพื่ออะไร เพื่อให้มีเวลาไง เพื่อไม่ต้องไปคลุกคลีกับใคร ไม่ต้องไปรับผิดชอบอะไร ไม่ต้องไปแบกหามสิ่งใด แล้วให้ค้นหา ค้นหาเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ผิวหนังนี่พลิกเข้าพลิกออก ดูมันที่นี่ไง

ดูทำไม เขาไปกินแคบหมูนั่น หนังเขาเอามาทอดกรอบนู่นจิ้มน้ำพริกอร่อย ไอ้นั่นมันเป็นอาหาร นั่นมันเป็นผู้ที่ฉลาด เขาเอาหนังหมูมาทำเป็นอาหาร แต่ของเรานี่มันหนังสดๆ มันยังมีชีวิตอยู่ไง ถ้าจิตใจเราสงบลงมาได้ไง ถ้าจิตใจเราสงบมาได้ เราพิจารณาของเราได้ ถ้าเราเห็นของเราได้ มันสะเทือนหัวใจแล้วมันจะเห็นการสะเทือนกิเลสไง นี่ไงครอบครัวของมัน แม้แต่ลูกหลานของมัน เรายังไม่เห็นมันเลย ลูกหลานของมันเห็นไหม ไร้เดียงสา ไร้เดียงสาของมารแต่มันเคาะหัวเราเล่น มันเคาะหัวมนุษย์นี่เล่น ไอ้ความไร้เดียงสาของกิเลส แต่ไอ้นักรบนี่มันเขกหัวเล่นอยู่นี่ แล้วบอกนักรบ

นี่ไงเราจะไปรบกับใคร ถ้าเราจะรบเห็นไหม เราบวชมาแล้ว เราบวชมาแล้วเรามีความตั้งใจ เราพยายามกระทำของเรา ถ้าทำของเราเห็นไหม เวลาเราสดชื่น เราแจ่มใส จิตใจเรามีหลักมีเกณฑ์ เราก็พยายามสู้กับมัน เวลามันเสื่อมถอย เวลาครูบาอาจารย์ท่านจะเป็นห่วงเป็นใย เป็นห่วงเป็นใยตรงนี้ เวลามาประพฤติปฏิบัติเริ่มต้นมันก็เป็นได้ดี แต่เวลาอายุพรรษามันมากขึ้น เวลามันคุ้นชินมากขึ้นเห็นไหม นี่ไปคุ้นชินกับมันไง

เหมือนเลย ดูสิ ดูบ้านร้าง บ้านของใครก็แล้วแต่นะ ถ้ามันมีคนอยู่อาศัยเขารักษาดูแลของเขา บ้านนั้นจะไม่ค่อยชราคร่ำคร่าเห็นไหม เขาซ่อมเขาบำรุงดูแลของเขา บ้านไหนไม่มีคนอยู่ปล่อยไว้เดี๋ยวมันก็พัง มันก็ชำรุดเสียหายมันไป เพราะอะไรล่ะ เพราะไม่มีใครดูแลมัน นี่พอไปเป็นคุ้นชินแล้วมันก็เป็นอย่างนั้น ฉะนั้นเวลาเขาจะมาฟื้นฟูมัน เขาต้องทำความสะอาดของมัน ทำความสะอาดเพื่ออยู่อาศัย เพื่อพัฒนาของเรา นี่พูดถึงว่าบ้านเรือนที่เขาบำรุงรักษา

แล้วเราล่ะ เราเกิดมาปฏิสนธิจิต เกิดในไข่ เกิดในน้ำคร่ำ เกิดในครรภ์ เกิดในโอปปาติกะ การกำเนิด ๔ เกิดมาแล้วมันชราคร่ำคร่าไหมล่ะ มันชราคร่ำคร่าไปแน่นอนเลย แต่จิตใจของเรามันไปคุ้นชินมันเลยไม่เห็นไง แต่ถ้าใครมีสติมีปัญญามันเห็นนะ เห็นถึงความชราคร่ำคร่าของเราไป เห็นถึงศรัทธาความเชื่อที่มันอ่อนด้อย เห็นถึงความหยำเปของเรา ทำไมจิตใจเราเป็นแบบนี้ จิตใจของเราน่ะ ทำไมจิตใจเรามันไม่รื่นเริงเหมือนวันที่เราบวชใหม่ๆ เลย

วันบวชเข้ามาทำไมมันแช่มชื่น มันตื่นตัวตลอดเวลาไง ทำไมตอนนี้มันเศร้า เหงา มันหงอย ทำไมตอนนี้มันจำเจล่ะ มันจำเจ มันหน้าด้าน ถ้ามันเป็นอย่างนั้น เห็นไหม เวลาเขาทำความสะอาดของเขา ถ้าสิ่งใดที่มันฝุ่นมันจับก็ปัดฝุ่น เขาต้องทำความสะอาด เขาปัดฝุ่น ปัดฝุ่นเก็บหยากเยื่อ เก็บต่างๆ ที่มันรกชัฏเพื่อทำความสะอาด เขาก็ทำความสะอาดของเขา เขาทำความสะอาดขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อความน่าอยู่ เพื่อมันร่มเย็น นี่ไงเขาปัดฝุ่นของเขา

หัวใจเราล่ะ ความจริงจังของเราล่ะเราจะฟื้นฟูไหม ถ้าเราปัดฝุ่น ปัดฝุ่นคือปัดสิ่งที่กิเลสมันครอบงำ เวลาสิ่งใดก็แล้วแต่ที่เก็บไว้ทิ้งไว้กลางแจ้ง เวลาลมมันพัดมาฝุ่นมันจะเกาะมันจะสกปรก นี่เหมือนกัน หัวใจของเรานี่เวลากิเลสมันพัดมา เวลากิเลสมันพัดอารมณ์ความรู้สึกมาเห็นไหม มันพัดมาเกาะมาครอบงำหัวใจของเรา แล้วเรายอมจำนนกับมันใช่ไหม เรายอมจำนนของมันใช่ไหม เวลาฝุ่นหรือว่าสิ่งสกปรก เขามีวิธีการกำจัดมัน เราทำข้อวัตรทุกวัน เราทำตีตาดทุกวัน ดูสิใบไม้ที่มันตกมันร่วงมาเนี่ยเราต้องเก็บต้องกวาดมันเลย มันเก็บมันกวาด

ข้อวัตรปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติเพื่อทำข้อวัตรปฏิบัติตามครูบาอาจารย์ที่ท่านรื้อฟื้นมา แล้วเราทำแล้วเราทำตามธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม เราเคารพครูบาอาจารย์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้างนอกเราก็ทำ แต่ในหัวใจเราไม่ทำล่ะ ถ้าเราทำเรามีสติปัญญา ทำสิ่งใดแล้วนี่มันระลึกได้ มันย้อนมาไง สิ่งความสกปรกโสโครกข้างนอกเราต้องดูแลรักษา แล้วกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ความเผลอไผล ความไม่เอาไหน ความจำเจหน้าด้านในใจเนี่ย ทำไมมันไม่ทำ มีสติยับยั้งมันสิ

ถ้ามีสติยับยั้งมัน เนี่ยด้วยปัญญาเก็บกวาด เก็บกวาดปัดฝุ่น ปัดความไม่เอาไหน ปัดความพลั้งเผลอ ปัดความท้อแท้ ปัดความที่ว่านอนจมอยู่กับมัน ต้องปัดต้องกวาด ทำความสะอาดหัวใจ ทำความสะอาดมัน ทำความสะอาดด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยศีลเห็นไหม ศีลก็คือความปกติของใจ ถ้าใจมันปกติมันมีกำลังของมันขึ้นมา สิ่งนี้มันจะเกาะไม่ได้ แล้วเราปล่อยไว้ให้มันครอบงำเราใช่ไหม ปล่อยให้สิ่งสกปรก ถ้ามันเป็นสารพิษ มันเป็นสิ่งที่เป็นพิษขึ้นมานี่ มันทำแล้วมันกัดกร่อน มันกัดกร่อนหัวใจนะ พอกัดกร่อนเข้าไปแล้วเราก็เจ็บปวด ทุกข์ มีแต่ความทุกข์ความยากทั้งนั้น

แต่ถ้ามันมีความจริงเห็นไหม นี่นักรบ เราบวชมาแล้วจะไปรบกับใคร ดูสิ เวลาทางโลกเขาต้องขวนขวายทำคุณงามความดีของเรา เราบวชมาแล้วเป็นพระ เป็นพระเขาต้องสงบเสงี่ยมสิ เขาต้องนิ่มนวลสิ ความนิ่มนวลนี่มันเป็นสมณสารูป เราเป็นสมมุติสงฆ์ บวชมาแล้วนี่มันบวชมาแต่ร่างกาย บวชมาด้วยศรัทธาความเชื่อ บวชมาด้วยเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพุทธศาสนา มนุษย์เกิดมาแล้วเห็นไหม เกิดมามนุษย์ มนุษย์เป็นผู้ที่มีปัญญา มนุษย์ที่ขวนขวายหาคุณงามความดี นี่เป็นหาคุณงามความดีทางโลกเขา

เราเป็นผู้มีบุญนะ เพราะคนที่มีบุญมันฉุกคิด ชีวิตๆ หนึ่งจะใช้ชีวิตอย่างไรก็ได้ คนที่เขาเห็น เขาจะใช้ชีวิตของเขาก็ได้ แต่ชีวิตของเราๆ เสียสละ เราเสียสละแล้ว สิ่งที่เขาขวนขวายเขาแข่งขันกันทางโลกเราเสียสละแล้ว เราเสียสละการแข่งขันที่เราเห็นได้ในทางเศรษฐศาสตร์ในการค้า นี่เราเสียสละแล้ว แต่เราบวชมาเราบวชมาเป็นนักรบ เขาว่าบวชมาแล้วๆ บวชมาแล้วไม่ต้องทำอะไรเลย บวชมาแล้วเป็นผู้ดี มันบวชแต่ร่างกาย พอบวชร่างกาย เพราะมันบวชแล้วนี่เรามีครูมีอาจารย์ใช่ไหม หลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่นท่านก็รื้อค้นมาแล้วเห็นไหม ถ้ารื้อค้นมาแล้วรื้อค้นมาในหัวใจของท่าน ท่านถึงได้วางข้อวัตร

วิธีการ วิธีการน่ะศีล สมาธิ ปัญญา เราเห็นภัยในวัฏสงสาร เราเห็นภัย เรามีสติปัญญา เราฉุกคิดเราคิดของเราได้ว่าเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมามีชีวิตนี้ ชีวิตนี้ดูสิมันจะใช้สอยอย่างไร จะใช้สอยแบบโลกมันก็ได้แบบโลก แต่ถ้าแบบโลกเราเสียสละ เรามาบวชเป็นพระ เราเสียสละมาบวชเป็นพระเห็นไหม ถ้าบวชเป็นพระในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หนทางของสมณะมันกว้างขวาง มันกว้างขวางเห็นไหม เรามีครูมีอาจารย์ทำเป็นแบบอย่างไว้ ถ้ามีครูมีอาจารย์ทำเป็นแบบอย่างไว้ เราพยายามทำของเรา แต่ทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา

สิ่งที่จะประพฤติปฏิบัติขึ้นมาที่ไม่ได้เป็นความจริงมีแต่แบบอย่าง แบบอย่างเห็นไหม มันมีแต่วิธีการไง มีแต่วิธี มันทำแต่รูปแบบไงแต่หัวใจมันไม่เป็น หัวใจมันไม่เป็นเพราะมันไม่มีสติพอ ไม่มีสติสัมปชัญญะยับยั้งพอ ถ้ามีสติยับยั้งพอเห็นไหม นี่แล้วเราเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนามันจะไปไหน ก้าวต่อก้าวนะ เดินจงกรมนี่ก้าวต่อก้าว แต่ถ้าก้าวไปนะก้าวไปด้วยขาดสติ ก้าวไปโดยความเหม่อลอยนี่มันก็ก้าวต่อก้าว แต่ถ้าก้าวต่อก้าว ก้าวด้วยมีสติ สติสัมปชัญญะเห็นไหม มันรู้ตัวทั่วพร้อม มันรู้ตัวของมัน รู้ตัวของมันเห็นไหม เขาต้องรู้ตัวทั่วพร้อม เขาเหยียดย่างหนออันนั้นก็สตาร์ทอีกอย่างหนึ่ง

ของเราเราก้าวไปตามปกติ ก้าวต่อก้าว แต่สติมันสมบูรณ์ ถ้าสติมันสมบูรณ์เห็นไหม ถ้ามันสงบระงับเข้ามา มันแปลกประหลาดแล้ว ถ้ามันแปลกประหลาดมันแปลกประหลาดที่นี่ มันแปลกประหลาดในหัวใจของเรา ถ้ามันแปลกประหลาดในหัวใจของเรา นี่แหละมันจะปัดฝุ่น ปัดสิ่งที่เกาะเกี่ยวหัวใจ ปัดสิ่งมันครอบงำไว้ ไอ้นี่มันจะครอบงำใจของเรานะ มันครอบงำแล้วยิ่งถ้าเราไปคุ้นชินกับมัน ตายเลย นี่ไงเป็นนักรบๆ นักรบจะเขารบกับกิเลส นักรบกับความขุ่นข้องหมองใจของตัว

การจะเป็นนักรบเห็นไหม สมณสารูปต้องให้อยู่ในกรอบ อยู่ในกรอบ สมณสารูปนี่ก็มีกิริยา แต่หัวใจมันดิ้นรนอยู่ในใจ ใจนี่มันดิ้นรนโครมครามอยู่ในใจ แล้วทำอย่างไรให้มันยับยั้งได้ล่ะ กิริยาภายนอกเขานุ่มนวลแต่หัวใจมันจะเชือดเขาน่ะ แต่ถ้ามันเป็นความจริงๆ มันสงบ มันสงบระงับจากภายใน สงบระงับจากภายในเขาดูสติกัน เวลาหมู่สงฆ์ๆ เขาดูการเคลื่อนการย้ายไป เขาดูมีสติไม่มีสติ ถ้ามีสติขึ้นมาเห็นไหม มันมีสติจากภายใน ถ้ามีสติแต่ภายใน ความผิดพลาดข้างนอกมันไม่มีเลย เนี่ยมันไม่มีเลย

สิ่งที่มันจะมีไปเวลามันพลั้งเผลอ พลั้งเผลอที่มันเป็นอุบัติเหตุ อันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง นี่มันไม่มีแสดงออกมาอย่างนั้นหรอก ถ้ามันไม่มีแสดงออกมาอย่างนั้นเห็นไหม นี่ไงมันไม่มีฝุ่นจับ ฝุ่นมันจับจะคร่ำคร่าไปหมดเลย มีแต่ฝุ่นเกาะไปหมดเลย แล้วฝุ่นมันเห็น ทุกคนเห็นแล้วก็รังเกียจ เขาไปวัดไปวากัน ถ้าวัดไหนก็แล้วแต่วัดร้าง พระอยู่ในวัดเต็มวัดเลยแต่ไม่มีข้อวัตรเห็นไหม เข้าไปในวัตรแล้วมันไม่น่ารื่นรมย์เลย แต่ถ้าไปวัดไหนของครูบาอาจารย์เราเห็นไหม เข้าไปแล้วมันน่ารื่นรมย์ มันที่อยู่ของผู้ทรงศีล ผู้ทรงศีลเขามีข้อวัตรปฏิบัติ วัดมันไม่ร้างไง ไม่ร้างเพราะเขามีข้อวัตรปฏิบัติของเขา ถ้ามีข้อวัตรปฏิบัติของเขา เพราะเขามีข้อวัตรปฏิบัติของเขา เขามีความสำนึกในใจของเขา เขาถึงทำหน้าที่ นี่กิจของสงฆ์ ทำหน้าที่ของเขา

มีพระอยู่ในวัดเหมือนกัน แต่เขาไม่ทำข้อวัตรของเขาเลยเห็นไหม ฝุ่นมันจับในหัวใจ มันไม่เห็นข้อบกพร่อง มันไม่เห็นข้อเสียหาย มันไม่เห็น แต่ของเรานี่เราไม่ทำมันละอายใจ มันละอายใจเห็นไหม เราจะไม่ให้ฝุ่นของกิเลสฝุ่นความเห็นแก่ตัวมันเกาะกุมหัวใจของเรา ถ้ามันไม่เกาะกุมหัวใจนี่เราต้องตื่นตัวตลอดเวลา ถ้าเราตื่นตัวตลอดเวลา ฟังธรรมๆๆ ตอกย้ำนี่ ตอกย้ำในใจของเรา ถ้าเราคิดเข้าข้างตัวเองคิดว่าเราทำถูกหมดล่ะ เราทำอะไรถูกต้องทั้งนั้น มรรคหยาบ มรรคละเอียด

มรรคหยาบๆ นี่ผลของทาน คนที่เขามาทำทานเขาขวนขวายมาทำทานผิดตรงไหน ถูกทั้งนั้น ถ้าเขาทำสมประโยชน์ของเขา ในระดับของทานไง ระดับของศีล ระดับของศีลต้องการความสงบแล้ว ระดับของทานคือมีการเคลื่อนไหว มีการเคลื่อนไหวมีการกระทำส่งเสียงอึกทึกครึกโครม ระดับของศีล ระดับของศีลคือความปกติของใจ ระดับของภาวนาเขาต้องการสงบสงัด นี่พูดถึงกิริยาเฉยๆ นะ แล้วถ้ามันประพฤติปฏิบัติเห็นไหม ปุถุชน กัลยาณปุถุชน โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามรรค สกิทาคาผล อนาคามรรค อนาคาผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล มันไปอีกไกลเลย

ฉะนั้นเวลาไปอีกไกลนี่ แต่นี้เวลาหัวใจของคนที่มันไม่มีฝุ่นเกาะ ไม่มีฝุ่นเกาะแล้วมันมีมรรคด้วย มีมรรค มีขวนขวาย มีการกระทำ มีธรรมจักร จักรของปัญญามันเคลื่อนไหวในหัวใจ มันเห็นนะ โอ๋ย สติเขาสมบูรณ์ สติเขาสมบูรณ์เขาพยายามขวนขวายของท่าน อยู่กับใครไม่ได้ เวลานี้มันมีค่ามาก ทุกวินาทีมันมีประโยชน์หมดเพราะปัญญามันหมุนติ้วๆ คำว่าหมุนติ้วๆ มันหมุนเร็วกว่าเวลาอีก เวลามันเคลื่อนไปไม่ทันปัญญาอันนั้นหรอก ปัญญามันทันหมด แล้วไม่มีใครมาต่อกรมันได้เลย แล้วฝุ่นมันจะลงจับเกาะได้ไหม ฝุ่นมันจะเกาะหัวใจนั้นได้ไหม

เวลาคนที่เขามีมรรคมีผลในหัวใจของเขา เขาก็ทำของเขาด้วยความตื่นตัวของเขา ความตื่นตัวอันนี้มันมาจากไหน มันมาจากคนที่ล้มลุกคลุกคลาน มาจากคนที่ไม่เอาไหนอย่างเรานี่แหละ

ไปอ่านประวัติหลวงปู่มั่นหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่เสาร์เวลาท่านเป็นมหานิกายแล้วท่านจะมาญัตติเป็นธรรมยุติ ท่านจะออกขวนขวาย ดูสิ มันมาจากไหน หลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่นเป็นครูบาอาจารย์ที่เราเคารพนับถือมากนะ แต่เริ่มต้นที่หลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่นท่านจะประพฤติปฏิบัติใหม่ๆ ไปอ่านประวัติของท่านสิ มันมาจากไหน แล้วเรามาจากไหน

เราก็เป็นคนเหมือนกัน เราก็ล้มลุกคลุกคลาน มันจะเป็นทองคำมาจากไหน ทองคำมันมาจากเหมือง มันต้องทำเหมือง มันต้องไปขุด มันต้องแยกแร่ธาตุ มันต้องหลอม กว่ามันจะเป็นทองคำขึ้นมา นี่หัวใจเราก็เหมือนกัน เราจะไม่มีอำนาจวาสนาเชียวเหรอ เรามีนะ เราเกิดเป็นมนุษย์ เอาอะไรมาเกิด ปฏิสนธิจิตเกิดในไข่ เกิดในครรภ์ เกิดในน้ำคร่ำ เกิดในโอปปาติกะ กำเนิด ๔ กำเนิดเหมือนกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นางสิริมหามายาเป็นพระมารดาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่นท่านก็มีพ่อมีแม่เหมือนกัน ท่านก็เกิดมาเหมือนกัน ก็มีพ่อมีแม่ดูแลรักษามา เราก็มีพ่อมีแม่เหมือนกัน เราไม่มีพ่อมีแม่เหรอมานั่งอยู่เนี่ย เราไม่มีอุปัชฌาย์ใช่ไหม เราก็บวชมาจากอุปัชฌาย์นั่นน่ะ แล้วนี่บวชมาแล้วเป็นพระกรรมฐาน ไม่ใช่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นหลวงปู่เสาร์ใช่ไหม

เรายังทันหลวงตานะ พวกเรายังทันกันนะ หลวงตาท่านเป็นคนอุปัฏฐากหลวงปู่มั่นเสียเอง เป็นคนดูแลตลอด ทันไหม? หลวงปู่มั่นท่านสั่งไว้เลย สั่งสงฆ์ไว้เลย “เวลาต่อไปข้างหน้าให้พึ่งท่านมหานะ ท่านมหาดีทั้งข้างนอกดีทั้งข้างใน” ดีทั้งข้างนอกคือดูแลหลวงปู่มั่นมา ดีทั้งข้างนอกคือดูแลหมู่คณะที่หนองผือมา คอยดูแลแบ่งปันกัน ทุกอย่างให้สมควรแก่กัน ทุกอย่างให้เสมอกัน ทุกอย่างให้มีโอกาสภาวนาเหมือนกัน นี่ดีข้างนอก

ดีข้างใน ดีข้างในเพราะอุปัฏฐากหลวงปู่มั่นอยู่ อยู่ด้วยกันสองต่อสองนี่มันโต้แย้งกันด้วยคุณธรรมมาตลอด เพราะอะไร เพราะคนมีกิเลสมันต้องมีความเห็นผิดนี่เป็นเรื่องธรรมดา ถ้ามีความเห็นผิด นี่ไง นักรบๆ เรารบกับตัวเราเรารบไม่ไหว เรารบสู้ไม่ได้ เวลารบแล้วเรามีปัญหาขึ้นไปเดินไปหาครูบาอาจารย์ของเรา ครูบาอาจารย์ท่านยังแยกแยะให้ ท่านยังบอกว่าเวลาหลวงตาท่านพูดกับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านพูดสิ่งใดเป็นความจริงทั้งนั้น

แต่ของเราก็มีของเรา ของเราคือเราประพฤติปฏิบัติไป ใครไปปฏิบัติแล้วมันต้องเป็นอย่างนี้ คำว่าปฏิบัติไปแล้วมันไปรู้ไปเห็น ความรู้ความเห็น ความรู้ความเห็นของเรายังไม่สะอาดบริสุทธิ์ ความรู้ความเห็นเรามันยังจะมีตัวตนเราเจือจานมา มีความรู้ความเห็นเรามันมีตัวตนของเรายึดมั่นถือมั่นมา มันก็คิดว่าอย่างนั้นสะอาดบริสุทธิ์ไง เวลาโต้แย้งกันด้วยคุณธรรม โต้แย้งกันคือโต้แย้งกันด้วยธรรม ธมฺมสากจฺฉา ด้วยคุณธรรม หน้าแตกทุกที แพ้ทุกทีๆ เห็นไหม นี่ไง เรายังเห็นร่องเห็นรอย เรายังมาทันไง

ถ้าเรามาทันของเรา เวลาเราบวชมาแล้วเราจะไม่ให้กิเลสมันครอบงำ ไม่ให้กิเลสมันหาสิ่งใดมาครอบงำหัวใจเรา ปัดฝุ่นๆๆ กิเลสมีสิ่งใดมาปัดของเราออก เราต้องมีสติมีปัญญาของเรา ปัดฝุ่นตลอดเพื่อให้มันสดชื่น เพื่อให้มันแจ่มใส เพื่อให้มันรื่นเริง เพื่อให้มันเผชิญกับความจริง ถ้าเผชิญกับความจริง งานของพระไง นักรบๆ รบกับอะไร ก็รบกับอารมณ์เรานี่แหละ รบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจ ปัจจัย ๔ ๆ ปัจจัยเครื่องอาศัยเห็นไหม ทางคฤหัสถ์เขาก็ส่งเสริมอยู่แล้ว บิณฑบาตเลี้ยงชีพ ที่อยู่อาศัยเราก็มีของเราอยู่แล้ว หน้าที่ของเราเผชิญหน้ากับมัน ในทางจงกรมนั่งสมาธิภาวนา ทางจงกรมก็แค่กิริยา แต่จริงๆ แล้วมันจะทวนกระแสกลับเข้าไปในใจไง ให้มันเห็น จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นการเคลื่อนไหวของมัน

ถ้าจิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นการเคลื่อนไหวของมัน แสดงว่ามันไม่มีฝุ่น เห็นไหมดูสิ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์เวลาเก็บไว้ รักษาไว้จนมันเสียหายใช้ไม่ได้ เครื่องยนต์นี่เวลาเขาจะรักษาดูแลมันเขาต้องคอยบำรุงรักษาใช่ไหม หัวใจ หัวใจถ้ามันปล่อยไว้ ถ้าไม่ดูแลมัน มีแต่กินอิ่มนอนอุ่น มีแต่ศักยภาพ เป็นคนที่เคารพนับถือ มีลูกศิษย์ลูกหาล้อมหน้าล้อมหลัง มันจะตาย

ตายจากคุณงามความดี ตายจากสัจธรรม ไม่มีสิ่งใดเป็นความจริงขึ้นมาเลย ถ้ามันเป็นคุณงามความดี เป็นสัจจะความจริงขึ้นไป มันไม่ใช่คนล้อมหน้าล้อมหลัง มันมรรคล้อมหน้าล้อมหัวใจ ศีล สมาธิ ปัญญา มันจะมีคุณธรรมในหัวใจอันนั้น ถ้ามันมีมรรคมีผลล้อมหัวใจของเรา เห็นไหมดูสิมันปัดฝุ่นไม่ให้เข้ามาใกล้เคียงเลย แล้วมันดูแลของมัน มันพัฒนาของมัน เห็นไหม สว่างไสว มีความร่มเย็นเป็นสุข แล้วมันไปยุ่งอะไรกับเขา ข้างนอกเขาจะเอาความสว่างไสวอย่างนี้มาให้เราได้อย่างไร แสงของไฟแสงของพระอาทิตย์มันก็อยู่ข้างนอกทั้งนั้น พระอาทิตย์ตกแสงก็ดับ ไฟปิดไฟมันก็ดับ แสงสว่างอย่างนั้นมันแสงสว่างเพื่อการคมนาคม แสงสว่างนั้นเพื่อความเป็นอยู่ของโลก แสงสว่างของใจเป็นอย่างนั้นไหม

ถ้าแสงสว่างของเรามันเกิดขึ้น ความสว่างไสวกับหัวใจมันเกิดจากไหน มันเกิดจากพลังงานของจิต นี่พุทธะของเรา ผู้รู้นี่มันอยู่กับเรา ให้กิเลสมันครอบงำอยู่เนี่ย ให้มันมืดบอดอยู่เนี่ย เวลาความสว่างไสวก็เป็นสว่างไสวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาศึกษาธรรมะก็ศึกษาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาจะเป็นพระกรรมฐานก็เป็นกรรมฐานของหลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่น แต่ของเราเรามีแต่ขี้ ให้มันครอบงำอยู่นี่ หัวใจนี่ให้มันทุกข์มันยากอยู่นี่ แล้วทุกข์ยากอยู่นี่มันได้อะไรขึ้นมาล่ะ

เราต้องตื่นตัวนะ ตื่นตัว กาลเวลามันล่วงไปๆ เราต้องตื่นตัวขึ้นมาตลอดเวลา ตื่นตัวขึ้นมาเพื่อใคร ตื่นตัวขึ้นมาเพื่อจะรบกับมัน เพื่อจะรบกับกิเลส หน้าที่ของเราต่อสู้กับกิเลส ถ้ากิเลสยังอยู่ในหัวใจ อย่าปล่อยให้เวลามันเคลื่อนไป เสียดายเวลามาก ภพชาติหนึ่งๆ เห็นไหม ดูสิ เวลาหลวงตาท่านอยู่ที่หนองผือ โรคเสียดอก วันหนึ่งคนตายสามคนสี่คน แล้วคนตายทุกวัน ตายเป็นสิบเป็นร้อย แล้วพอมาเป็นที่ตัวท่าน ท่านบอกยังไม่อยากตาย ถ้าตายแล้วมันยังคาอยู่ เพราะท่านรู้ว่าท่านได้อนาคา ท่านยังไม่จบสิ้น ท่านเป็นห่วงว่าอย่างไรก็ขอให้สิ้นก่อน ถ้าทำลายกิเลสแล้วจะตายก็ไม่ว่า แต่ตอนนี้มันยังเสียดาย เสียดายที่ว่ามันจะตายก่อน มันจะต้องไปเกิดเป็นพรหม

นี่! คนที่เขาปฏิบัติมันชัดเจนแจ่มแจ้ง มันชัดๆ มันรู้อยู่กับตัวว่าตัวนี่เป็นอะไร ตัวนี่เป็นคนหนา ปุถุชนคนหนานี่มันก็รู้ว่าตัวหนา ถ้ามันรู้เท่า กัลปยาณปุถุชนเห็นไหม รูป รส กลิ่น เสียง เป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร ถ้ามันชำระล้างมันก็รู้ของมัน แต่มันรู้ของมันแล้วมันก็ยังมืดบอด เพราะมันยังก้าวหน้าไม่ได้ แต่ถ้าจิตมันสงบแล้ว เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง พิจารณาของมัน เริ่มต้นจับได้ นี่โสดาปัตติมรรค ถ้าโสดาปัตติมรรคมันก็รู้อยู่ว่าเป็นโสดาปัตติมรรค แล้วมันก็คิดเพิ่มให้ว่ามันสูงมันส่ง แล้วมันยังไม่มีการกระทำ ถ้าเวลามันพิจารณาของมันไป เวลามันขาดเป็นโสดาปัตติผลเห็นไหม ถ้ามันมีสติปัญญาขึ้นไป ได้ใช้สติปัญญาขึ้นไป เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง ให้มันจับต้องละเอียดขึ้นไป มันจะเป็นสกิทาคามรรค ถ้าสกิทาคามรรคพิจารณาของมันจนถึงที่สุดแล้วมันจะเป็นสกิทาคาผล ถ้ามันพิจารณาต่อเนื่องไปเป็นมหาสติมหาปัญญา มันจะจับได้มันก็จับอนาคามรรค ถ้าจับมาแล้วพิจารณาของมัน มันได้สิ้นสุดไปมันก็จะเป็นอนาคาผล แล้วถ้ามันยังจับข้างหน้าไม่ได้ อรหัตมรรคมันยังจับไม่ได้ มันยังรู้ไม่ได้ มันยังเห็นไม่ได้ ถ้าเห็นไม่ได้นี่มันก็เป็นห่วงเป็นใยเห็นไหม ถ้าตายไปก็ต้องไปเกิดอีกชาติหนึ่ง ไม่อยากจะตาย อยากจะให้มันสิ้นสุดไปก่อน ถ้ามันสิ้นสุดก่อนจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่ว่า

เนี่ย! เนี่ยมันชัดมันเจนอยู่ที่ผู้ปฏิบัติ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันชัดเจนกลางหัวใจ ถ้ามันชัดเจนขึ้นไป นี่ไง เขาถึงว่าวันคืนล่วงไปๆ เราทำอะไรอยู่ เห็นไหม ชีวิตมันหมดสิ้นไป ทุกคนต้องตายไปข้างหน้า แต่ถ้ามันสิ้นกิเลสแล้วตายไม่ว่าเลย ดี ตายซะได้จบเรื่อง แต่มันยังไม่สิ้นน่ะ มันยังไม่มีสิ่งใดเป็นหลักเป็นเกณฑ์ แล้วตายไปตายไปมันก็ผลของวัฏฏะ มันก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันก็กลิ้งไปอยู่อย่างนั้น เราจะให้มันกลิ้งไปอยู่อย่างนั้นน่ะเหรอ เพราะอะไร เพราะเราเห็นโทษของมันเราถึงมาบวชอยู่นี่ไง เพราะเราเห็นการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เพราะเราเห็นจิตนี้มันกลิ้งไป มันต้องเวียนไปนี่เห็นไหม เพราะเราจับต้นชนปลายไม่ได้

แต่ในปัจจุบันนี้เราเกิดเป็นมนุษย์ มันมีศักยภาพ เพราะอะไร เพราะเกิดมาพบพุทธศาสนา กึ่งพุทธกาลศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง สังคมเชิดชู สังคมเขาส่งเสริม แล้วเรามาเป็นนักรบ เรามาอยู่ท่ามกลางสังคมที่เจริญ สังคมของหลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่นที่วางข้อวัตรปฏิบัติไว้ ที่มันกำลังรุ่งเรือง แล้วเรามีโอกาสได้ประพฤติปฏิบัติ เราจะให้กิเลสมาครอบงำอยู่ทำไม แล้วเราจะให้กิเลสมันมาครอบงำอยู่อย่างนี้เหรอ จะไปไหนนี่จะให้คนแห่หน้าแห่หลังให้เขานับหน้าถือตาเหรอ แห่หน้าแห่งหลังนั่นน่ะ นั่นน่ะไปเป็นพรวนเลย ถ้ามันทำผิดพลาดน่ะไปลงนรกเป็นพรวนเลย จะแห่ไปไหนกัน แล้วเราจะต้องการอย่างนั้นเหรอ เราไม่มีสติปัญญาใช่ไหม

ถ้าเรามีสติปัญญาเห็นไหม นี่ไม่ให้ฝุ่นของกิเลสมันมาครอบงำ อยู่ในที่สงบสงัด อยู่ในที่วิเวก เราจะรบกับกิเลส เราจะรบไม่ใช่ให้ญาติโยมรบ ให้ล้อมหน้าล้อมหลัง เอามาอยู่ข้างเคียง แล้วบอกว่าจะปฏิบัติ แล้วให้โยมปฏิบัติ ให้เขาปฏิบัติ ให้เขารบ ไม่ใช่ เราต้องรบ จิตนี้ต้องรบ ถ้าจิตนี้มีสติปัญญาจิตของเราต้องรบ ถ้ามันทำความสงบได้มันจะสงบเข้ามา ถ้ามันทำความสงบไม่ได้เราก็ต้องขวนขวายมีการกระทำ มันถึงจะเป็นสมบัติของเรา

ถ้ามันเกิดมรรค เกิดศีล สมาธิ ปัญญา มันก็เกิดกับใจของเรา ถ้ามันเกิดจากใจของเรา มันก็เป็นมรรคของเรา มันเป็นมรรคของเรา มันเป็นปัญญาของเรา มันเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญาของเรา ของเรา เราคือใคร เราคือจิตดวงนี้ ปฏิสนธิจิตที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่นี้ ถ้าจิตดวงนี้มันไม่เกิดมรรคเกิดผล เกิดปัญญาขึ้นมา มันจะสำรอกมันจะคายกิเลสจากจิตดวงนี้ได้อย่างไร ถ้ามันคายกิเลสจากจิตดวงนี้ไม่ได้ จิตดวงนี้ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไปไม่มีต้นไม่มีปลาย

แต่ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง เวลาชำระล้างเห็นไหม พิจารณาสังโยชน์ พิจารณาสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส แล้วมันขาดไป พอมันขาดไปจิตดวงนี้เกิดอีก ๗ ชาติ จากที่มันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันเป็นโดยธรรมชาติของมัน โดยที่ใครยับยั้งมันไม่ได้ เพราะมันเป็นสัจจะเป็นความจริงอยู่อย่างนั้น นรกสวรรค์มันมีอยู่โดยดั้งเดิมของมัน การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันมี ธรรมะเป็นธรรมชาติ มันมีของมันอยู่อย่างนี้

ธรรมะเป็นธรรมชาติเพราะมันเป็นธรรมชาติในวัฏฏะ กามภพ รูปภพ มันเป็นของมันอยู่อย่างนี้ ถ้าธรรมะเป็นธรรมชาติก็เป็นอย่างนี้ การเวียนว่ายตายเกิดก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ฉะนั้นสิ่งที่จิตนี้ถ้ามันยังไม่ได้มีสิ่งใดเป็นคุณธรรมในหัวใจ มันก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ไม่มีต้นไม่มีปลาย แต่เวลาเราเกิดมาๆ เป็นมนุษย์ เกิดมาพบพุทธศาสนา แล้วเรามีการประพฤติปฏิบัติ เวลาจิตเราสงบแล้วเราเกิดปัญญาของเรา ปัญญาของเรานี่เกิดมรรคของเรา มรรคของเราพิจารณาของเรานี่มันปล่อยๆๆๆ เราก็รู้ว่ามันปล่อยๆๆๆ มันปล่อยแล้วมันมีอะไรเหลือ มันปล่อยแล้วมันมีอะไรเป็นข้อตอบ

ไปทำธุรกรรมทางการเงินน่ะมันยังต้องจ่ายเขา เขาถึงวางบิลมามันถึงจะจบ ไอ้นี่มันมีอะไรเป็นสิ่งตอบสนอง มันมีอะไรเป็นเครื่องบอก มันพิจารณาแล้วมันเหลืออะไร อะไรขาดไป อะไรอยู่ อะไรไม่มี อะไรมี แล้วมันมีอย่างไร เหลืออย่างไร ขาดอย่างไร แต่เวลามันเป็นความจริงมันขาด! เกิดอีก ๗ ชาติ มันรู้ได้อย่างไร มันรู้ได้อย่างไรว่าเกิดอีก ๗ ชาติ

เวลาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะนี่ไม่รู้เลยนะ เวียนในวัฏฏะนี้ไม่รู้เลยว่าต้นปลายเป็นอย่างไร แต่เวลาสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสขาด มันกังวานกลางหัวใจ อีก ๗ ชาติเท่านั้น จากที่ไม่มีต้นไม่มีปลาย แล้วเหลืออีก ๗ ชาติเท่านั้น แล้วเห็นไหม มันจะขวนขวายไหม มันจะเป็นความจริงไหม ถ้าเป็นพระโสดาบันจริงๆ เขาจะมีสติมีปัญญา เขาจะอยู่ในคุณธรรม เขาไม่ใช่โซดา ถ้าโซดาแล้วมันเหลวแหลก โซดานะเขาเอาไว้ผสมอาหาร ผสมกับน้ำสละมันก็เป็นไอศกรีม ถ้าผสมกับเหล้าเห็นไหม โซดานี่เขาเอาไว้ผสมเป็นอาหาร อย่างนั้นสำมะเลเทเมา โซดาบันอย่างนั้นไม่มีประโยชน์ มันเป็นโซดาบัน โซดาที่เขาไว้ผสมอาหารน่ะ มันไม่จริง

ถ้ามันจริงมันจะมีสติมีปัญญา คนเรานะจะเกิดอีก ๗ ชาติ คนที่เวลาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ไม่มีต้นไม่มีปลาย มันมืดบอด แต่คนเรานะมันเห็นหนทาง ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกพาดกระแส จิตนี้พาดกระแสแล้ว ถ้าจิตนี้พาดกระแสพาดสู่สัจธรรม อนาคตต้องสิ้นกิเลสแน่นอน แต่ถ้ายังปล่อยให้ฝุ่นของกิเลสมันครอบงำ มันจะเริ่มต้นที่ไหน มันจะไปจบลงที่ไหน แล้วมันจะไปรู้อะไร นี่ไงผลของวัฏฏะๆ ผลของวัฏฏะคือผลของเวรของกรรม ผลของวัฏฏะไง แล้วให้คนล้อมหน้าล้อมหลัง ไปไหนก็แห่กันไปนะ แห่กันไปนั่นน่ะมันจะลงกันไปทั้งขบวนเลย

มันเป็นมรรคเป็นผลตรงไหน มันเป็นมรรคเป็นผลในพุทธศาสนาตรงไหน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รุกฺขมูลเสนาสนํ ให้เข้าสู่ที่สงบสงัด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกให้เข้าสู่จิตของตน พยายามรื้อค้นหาพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่ใช่จัดขบวนแห่ แห่กันไป แห่กันมา นั่นแห่ข้างนอกนะ แล้วถ้าเหิมเกริมในใจก็ฝุ่นไง ฝุ่นของกิเลสครอบงำไง มันครอบงำหัวใจนั่นน่ะ มันเป็นประโยชน์กับใคร ถ้ามันเป็นประโยชน์เห็นไหม

ฉะนั้นเราต้องตื่นตัว อย่าให้ฝุ่นของกิเลส ฝุ่นของมันคือผลของมันไง ผลของความคิด ผลของอารมณ์ ผลของความปรารถนา ถ้ามันเป็นอากาศมันก็เป็นฝุ่นเป็นผงไปครอบงำหัวใจ ถ้าฝุ่นอย่างนี้มันครอบงำหัวใจเราจะล้มเหลว แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญา ปัดออกด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ถ้าด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญานะ ปัดฝุ่นอย่าให้ครอบงำใจนี้ ใจนี้ต้องอาจหาญ ต้องรื่นเริง เราต้องเข้มแข็งแล้วเราพยายามต่อสู้กับเรา

เราบวชมาแล้ว บวชมาเป็นนักรบ เราบวชมาเป็นนักรบนะ ศากยบุตรพุทธชิโนรส เป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากของเราเอง จะรบกับกิเลสในหัวใจดวงนี้ สังคมหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ มันเป็นเรื่องของเขา เขาทำดีก็ได้ดีของเขา เขาทำชั่วก็เป็นความชั่วของเขา แต่ของเรา ของเราเราน่ะมีสติมีปัญญา เราจะจริงจังกับเรา เราจะค้นคว้าหากิเลสของเรา แล้วเราจะรบกับมัน เราจะเป็นนักรบรบกับกิเลสของตัว เอาใจของใจไว้ในอำนาจของเรา เอวัง